[iTranslation][INTERVIEW] 140709 Taeyang GQ KOREA, “To me” Part I

เอดิเตอร์: จองอูชอล

แทยังได้ปล่อยอัลบั้มใหม่ของเขาที่มีชื่อว่า RISE โดยมีไตเติ้ลคือเพลง Eyes, Nose, Lips ที่ไม่เพียงแต่สามารถขึ้นครองชาร์ทในประเทศเป็นเวลานานอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังสามารถขึ้นครองชาร์ทสากลอย่าง iTunes ได้อีกด้วย เขาจัดทัวร์คอนเสิร์ตหลายเมืองในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถือว่าเขาประสบความสำเร็จในฐานะศิลปินเดี่ยว แทยังบอกว่า “ผมไม่มีเรื่องจะพูดเยอะมากนัก ถ้าเป็นไปได้ ไม่อยากสัมภาษณ์ตอนนี้เลยครับ”

ty1

คุณจำข้อความที่เราคุยกันตอนเช้าวันปล่อยอัลบั้มได้ไหม?

จำได้สิครับ

แล้วการโต้ตอบของคุณต่อข้อความเหล่านั้นล่ะ?

(หัวเราะ) ผมไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนี้นะ มันเป็นแบบนี้เอง

ถ้าอย่างนั้นเราเริ่มจากตรงนั้นเลยดีไหม?

ครับ หลังจากอัลบั้ม Solar ผมไม่ได้คิดเกี่ยวกับสิ่งที่จะทำในอัลบั้มต่อไปเลย ผมเดินทางไปเที่ยวหลายที่เลย ในอัลบั้มหน้า ผมอยากทำในสิ่งที่ผมต้องการ ดนตรีที่ผมเข้าถึงตอนนี้มันดาร์กมากครับ เป็นเพลงใต้ดินแนว R&B เมื่อผมพยายามทำเพลงแนวนี้ ผมจะจบลงด้วยการฟุบหัวลงบนโต๊ะที่บริษัท

คุณไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้น?

เมื่อมองย้อนกลับไป ผมไม่รู้ว่าทำไมผมถึงคิดแบบนั้น แต่ผมคิดว่าผมสามารถทำในสิ่งที่ผมต้องการในอัลบั้มหน้าได้ ไม่มีใครสนใจอยู่แล้วล่ะ…

คุณคิดว่าวายจีคงไม่คาดหวังเกี่ยวการขายอัลบั้มของคุณ?

มันเป็นแบบนั้นจนถึงตอนนี้ล่ะครับ และผมคิดว่าตอนนี้ผมมาได้ไกลมากจริงๆ

เมื่อพูดถึงเพลงใต้ดินแนว R&B คุณคิดว่าเป็นศิลปินอย่าง The Weekend?

ตอนนั้น ผมพบว่าเพลงใต้ดินแนว R&B เป็นอะไรที่สดใหม่จริงๆ และผมก็รู้สึกว่านี่แหละเส้นทางของผม ผมเคยทำเพลงแนว R&B เมื่อ 5 ปีที่แล้ว เพลง R&B เป็นเพลงที่กำกวมจริงๆนะครับ แต่สำหรับผม เพลงที่มีจังหวะกลางๆ ได้มาถึงจุดสูงสุดของมันแล้ว ความน่าสนใจของมันจึงหายไป ดังนั้นผมจึงอยากเป็นคนแรกในเกาหลีที่ปล่อยเพลงแนวใหม่แบบนี้ครับ (หัวเราะ)

คุณต้องการปล่อยอัลบั้มก่อนอัลบั้ม Channel Orange ของ Frank Ocean ไหม?

ครับ แน่อยู่แล้ว (หัวเราะ) * เพิ่มเติม: Frank Ocean คือนักแต่งเพลงอิสระและแร๊พเปอร์ชาวอเมริกัน ที่ได้แต่งเพลงให้กับศิลปินระดับโลกอย่าง Brandy, Justin Bieber และ John Legend / อัลบั้ม Channel Orange ของ Frank Ocean เป็นอัลบั้มเดบิวท์ในปี 2010* (คำถามนี้พูดถึงอัลบั้มเก่านะคะ)

แต่ทางบริษัท โดยเฉพาะประธานบริษัท ยางฮยอนซอก กลับรู้สึกแตกต่าง?

ความต้องการของบริษัท คือ เพลงของผมจะสามารถดึงดูดความสนใจของผู้คนได้มากขึ้นครับ มันเป็นเรื่องยากสำหรับผมที่จะต้องยอมรับในตอนแรก แต่เมื่อผมลองคิดดูแล้ว ถ้าผมยังทำตัวดื้อรั้นอยู่แบบนี้ อัลบั้มใหม่ของผมคงไม่มีวันได้ปล่อยออกมาแน่ๆ ผมคิดว่าความดื้อรั้นของปมคือสิ่งที่เติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่งตามกาลเวลาครับ สิ่งไหนที่ผมไม่อยากทำ ผมก็จะไม่ค่อยทำมันครับ และเมื่อเป็นแบบนั้น บางทีผมควรพยายามยอมรับสิ่งต่างๆเหล่านี้ และเมื่อผมเปลี่ยนแนวทางการทำอัลบั้มนี้ ผมคิดว่าผมได้ทำเพลงที่ได้รับฟังสิ่งต่างๆที่หลายคนอยากจะพูดครับ

สำหรับ YG นั้นเป็นค่ายภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งเมื่อเปรียบเทียบกับค่ายอื่นๆ ศิลปินของพวกเขาจะถูกจำกัดอยู่ในกรอบและสามารถแสดงตัวตนของตัวเองได้อย่างอิสระ

(หัวเราะ) ผมคิดว่ามีการเข้าใจผิดนะ มันช่วยไม่ได้ที่คุณจะเห็นความแตกต่างระหว่างภายในและภายนอกค่าย เพราะจริงๆแล้ว ทางค่ายได้จัดการตลาดเพลงหลักและเรื่องทั่วๆไปด้วยครับ ถ้าให้เปรียบเทียบแล้ว ก็เหมือนกับผมเป็นนักพนัน แต่ผมก็ไม่ใช่คนตัดสินใจเดิมพันอยู่ดี ผมสร้างทางเดินไว้ และทางค่ายจะเป็นคนมองทางเดินเหล่านั้นแล้วเดิมพันครับ และเมื่อค่ายเติบโตขึ้น แนวเพลงต่างๆก็มีมากขึ้นเช่นกัน บางครั้งมันก็ยากที่จะเชื่อนะครับว่า Akdong Musician จะอยู่ในค่ายเรา แต่อย่างไรก็ตาม อัลบั้มนี้ก็ได้ปล่อยออกมาแล้ว ความคิดอยู่ในใจของผมคือ บางทีแบบนี้อาจจะเหมาะกับผมก็ได้ มันอาจจะแตกต่างกับความพอใจของผม แต่ผมจะไม่ทำในสิ่งที่ผมไม่อยากทำครับ คุณคิดว่าไงล่ะ?

ผมคิดว่าคุณต้องพูดแบบนี้กับเพลงส่วนใหญ่แน่ๆ แต่อัลบั้มนี้ยิ่งแสดงให้เห็นถึงสิ่งดีๆมากขึ้นเมื่อได้ฟังมัน เวลาผมดูการประกวดของยูนาคิม (*ผู้เข้าประกวดรายการ Superstar K3 และอดีตเด็กฝึกของค่าย YG ที่ตอนนี้ไปเดบิวท์กับค่ายอื่นแล้ว*) ซ้ำไปซ้ำมา ผมก็เริ่มเห็นความแตกต่างที่ไม่เคยสังเกตมาก่อน มันคล้ายกับตอนนี้เลย ผมค้นพบว่าช่วงเวลาเหล่านี้ทำให้ผมเห็นความตั้งใจที่คุณใส่ลงไปในอัลบั้มนี้ นอกจากนี้ยังมีการออกเสียงและการเลือกใช้คำที่น่าสนใจด้วย

ได้ยินคุณพูดแบบนี้แล้วผมรู้สึกเหมือนสิ่งต่างๆที่ผมตั้งใจทำมาได้แสดงผ่านอัลบั้มนี้ทั้งหมดเลยครับ

ty2

คุณได้ฟังอัลบั้มนี้ตอนปล่อยออกมาไหม?

ผมคิดว่าผมต้องการเวลาสักพักก่อนจะฟังเพลงในอัลบั้มนี้ด้วยความเย็นชาครับ (ไม่เข้าข้างตัวเอง) ผมไม่รู้ว่าเราจะมีโอกาสได้พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนั้นเมื่อไหร่เหมือนกันครับ

คุณพูดถึงมันโดยไม่มีความเย็นชาเลยนะ

ผมแค่… อืม ผมแค่ต้องการให้อัลบั้มของผมวางขาย ผมอยากฟังความคิดเห็นของทุกคน ผมไม่มีอะไรจะพูดเยอะ และถ้าเป็นไปได้ ผมไม่อยากจะให้สัมภาษณ์ช่วงนี้เลยครับ

แล้วไม่มีทางอื่นที่ต้องการปล่อยอัลบั้มเลยเหรอ?

เวลาผมคิดถึงเรื่องนี้แล้ว “โอเค งั้นผมจะปล่อยเพลงในแบบของผมก็ได้ ไม่ต้องแคร์ใคร” มันไม่ใช่แบบนั้นเลยครับ เมื่ออัลบั้มได้รับการยอมรับหรือผมทำให้เขารู้สึกเชื่อถือได้ก็ตาม ผมก็ยังรู้สึกว่าผมควรปล่อยอัลบั้มที่เหมาะสมกับความรู้สึกเหล่านั้น

เพลงเดี่ยวของคุณได้รับการตอบรับที่ดีมากเลยนะ แล้วทำไมถึงสัมภาษณ์ด้วยเสียงแบบนั้นล่ะ?

อย่างนั้นเหรอครับ? (หัวเราะ) นี่คือเหตุผลที่ผมไม่ค่อยอยากจะพูดเยอะไงครับ แต่ผมก็อยู่ที่นี่แล้วกำลังพูดทุกอย่างอยู่สินะ (หัวเราะ)

เพลงไหนคือเพลงแรกที่คุณเริ่มทำในอัลบั้มนี้?

Intro (RISE) ครับ ตอนแรกที่ทำเพลงนี้ ผมก็คิดว่าแบบนี้แหละ ใช่เลย หลังจากที่ผมได้ฟังมัน ผมก็สามารถมองเห็นภาพการจัดทำอัลบั้มหรือแม้กระทั่งการแพ็คอัลบั้มเลยครับ

มันจับใจผมมากเลย ดนตรีที่มีความซับซ้อน และนอกจากนี้ผมยังรู้สึกถึงความฝันอันยิ่งใหญ่หรือการก้าวผ่านพื้นที่กว้างขวางที่ผมชอบ และท่อน “Put your hands in the air” มันบ่งบอกถึงการเดินทาง แต่หลังจากอินโทรนี้จบ เพลงต่อไปกลับเป็นเพลง Eyes, Nose, Lips และ 1AM ซึ่งเหมือนการเดินทางนี้ได้สิ้นสุดลง และจู่ๆเราก็มาอยู่สักที่หนึ่งในฮับจอง

มันก็จริงนะ ความฝันและความจริงก็อยู่ร่วมกันแบบนั้นแหละครับ (หัวเราะ)

คุณกับเท็ดดี้เขียนเพลง Eyes, Nose, Lips ร่วมกัน?

เพราะอัลบั้มติดขัดและปล่อยช้ากว่ากำหนด เท็ดดี้ฮยองกับผมจึงมีเวลาพูดคุยกันเยอะแยะเลยล่ะครับ ข้อสรุปจองพวกเราคือ ทำเพลงที่ทำให้ทุกคนพูดว่า “โอ้ เขาเป็นนักร้องที่เยี่ยมจริงๆ” อะไรแบบนี้น่ะครับ ดังนั้นพวกเราจึงทำเพลงรักขึ้น เมื่อ 4 ปีที่แล้วผมมีคนรักและก็ได้แยกจากกันไป และสิ่งที่จดลงในสมุดก็กลายเป็นเพลงนี้ เพลงนี้เป็นเรื่องราวของผมเองครับ

 

คุณได้ร้องเพลงนี้อย่างสวยงามบนเวทีเดบิวท์ (อินกิกาโย)

อย่างนั้นเหรอครับ?

คุณไม่รู้หรือ?  เพราะคุณให้ความสำคัญกับการแสดง ผมคิดว่ามีแค่แฟนเพลงของคุณเท่านั้นที่ชื่นชมเสียงของคุณในการร้องเพลง แต่ในเพลงนี้คุณร้องมันได้อย่างครบถ้วน แม้กระทั่งคอรัส

ครับ ผมเคยมีช่วงเวลาแบบนี้ พูดตามตรงเลยนะครับ เวลาที่ผมแสดงผมจะไม่บังคับตัวเองว่าจะต้องร้องให้ดี แต่ผมจะพยายามร้องให้ดีเพราะทุกคนจะได้ไม่บ่นว่า “ทำไมเขาร้องเพลงโดยไม่ใส่ใจแบบนี้นะ?” ผมก็จะคิดว่า “โอเค ถ้าอย่างนั้นผมจะโฟกัสที่การร้องเพลงของผมก็แล้วกัน คุณพูดอะไรเนี่ย?” (หัวเราะ)

ผมรู้สึกได้ว่าคุณร้องเพลงด้วยความใส่ใจ ผมอาจจะไม่สามารถอธิบายได้ละเอียดแบบคณะกรรมการที่ตัดสินการออดิชั่น แต่มันเป็นสิ่งที่คุณสามารถรู้สึกได้ ส่วนหนึ่งของผมคิดว่า  นี่คือผู้ชายที่ร้องเพลงอกหัก แล้วต่างหูนั่นเกี่ยวอะไร? หมวกเอียงๆนั่นด้วย? นี่คือสาเหตุที่เขาโดนทิ้งใช่ไหม?

ฮ่าๆ แต่ประสบการณ์ของผมเวลาคุณเลิกกันคือ คุณจะเริ่มใส่ใจรูปลักษณ์ของคุณมากขึ้นครับ เวลาคบกัน คุณจะใส่เสื้อผ้าแบบไหนก็ได้ แต่เมื่อคุณอกหักเเล้วล่ะก็ คุณจะเริ่มใส่ใจการแต่งตัวมากขึ้น คุณจะทำแบบนั้นจริงๆนะ ผมไม่รู้ว่าคุณอยากจะแก้ไขความสัมพันธ์หรือเพราะคุณทนไม่ได้ที่จะเห็นตัวเองดูแย่กันแน่ แต่คุณจะทำแบบนั้นจริงๆครับ

จากนั้นคุณก็ไปงานแฟชั่นวีคที่ปารีสแล้วแต่งตัวเหมือนนกยูงเวลาคุณ (อกหัก) อย่างนั้นเหรอ…?

(หัวเราะ) ถ้าเรากำลังพูดถึงแฟชั่นวีคที่ปารีส มันก็สนุกมากจริงๆครับในการชมโชว์ต่างๆ แต่ผมรู้สึกอึดอัดกับบุคลิกภาพของผมตลอดเวลา พวกคนดังต้องการเป็นที่จับตามอง แต่เมื่อไหร่ก็ตาม ที่คุณถูกเชิญไปในงาน มันเป็นเพียงมารยาทที่คุณต้องสวมใส่เสื้อผ้าของพวกเขาและพยายามแต่งตัวให้ดูดี จริงๆแล้ว ครั้งแรกที่ผมไปที่นั่นเป็นเพราะความเครียดเกี่ยวกับอัลบั้ม และตอนนั้นผมรู้สึกตื้อไปหมดเลยครับ ดังนั้นผมเลยจึงไปผ่อนคลายตัวเองและเปลี่ยนทางใหม่ แต่ครั้งที่สองที่ผมไปนั้น อะไรเนี่ย ผมไม่คิดว่าคุณจะเห็นผมนั้นงานนั้นอีกนะ

เพลงต่อจากเพลง Eyes, Nose, Lips คือเพลง 1AM ทำไมต้องเป็นตอนตีหนึ่ง?

จริงๆสำหรับผมเเล้วนั้น มันควรจะเป็นเวลาตีสี่หรือตีห้ามากกว่าครับ แต่ผมคิดว่าเวลาตีหนึ่งจะเข้าถึงความรู้สึกของผู้ฟังมากกว่าในเวลาที่กลับบ้านช้ากว่าปกติ หรือเวลาขึ้นรสบัสรอบสุดท้ายกลับบ้าน และคุณก็เมานิดๆด้วยอะไรแบบนี้น่ะครับ

ผมคิดว่าเนื้อเพลงเป็นแบบนั้นเหมือนกัน เวลาที่เขียนเนื้อเพลงออกมากจากความคิดและประสบการณ์ คุณจะเชื่อมโยงกับมันมากยิ่งขึ้น ทั้งสองเพลงนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรัก การจัดทั้งสองเพลงนี้ให้อยู่ช่วงแรกๆ เพราะเป็นเพลงไตเติ้ลหรือเปล่า?

โดยทั่วไปแล้ว เนื่องจากลำดับเพลงมีอิทธิพลกับการขายเพลง ความคิดผมในตอนแรกคือ เพลงแรกจะเป็นอินโทร และตามด้วยเพลง Love You to Death แต่จะเปิดอัลบั้มด้วยเพลงแบบนี้มันก็… สุดท้ายแล้วเพลง Love You to Death ก็กลายเป็นเพลงปิดของอัลบั้มครับ

เพลงต่อมาจากสองเพลงแรก (Eyes, Nose, Lips / 1AM) ก็คือเพลง Stay With Me, Body และเพลง Ringa Linga ที่มีจังหวะเร็วและให้รู้สึกเหมือนเพลงในคลับ ผมคิดว่าเพลง Stat With Me คือเพลงที่คุณร่วมร้องกับจีดราก้อนได้ดีที่สุด เหมือนกับภาพถ่ายที่ถ่ายออกมาได้ยอดเยี่ยมจริงๆ

ครับ ผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน ความคิดจริงๆของผมนั้นไม่ได้ต้องการ featuring ร่วมกับคนอื่นในอัลบั้มนี้ และนั่นทำให้บริษัทค่อนข้างกังวลครับ (หัวเราะ) ผมมีความคิดบางอย่าง ผมควรร้องเพลง ‘Let Go’ ร่วมกับรุ่นพี่โจยองพิล ผมจึงทำตามนั้นครับ แต่เพราะพวกเรายุ่งมากเลยจึงไม่มีโอกาสได้ทำงานร่วมกัน ผมไปหาเขาพร้อมกับเพลง เขาบอกว่าเพลงของผมดีนะ แต่เขายุ่งมากจึงไม่สามารถร้องด้วยได้ ในทางเดียวกัน ผมก็รู้สึกขอบคุณนะครับที่เขาปฏิเสธผมเพราะมันทำให้ผมเข้าใจว่าเขาไม่ใช่คนที่ทำอะไรแบบไม่ใส่ใจ แล้วผมก็ไม่ได้รีบอะไรขนาดนั้นเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ผมจำเป็นต้องเพิ่มการ featuring เข้าไป และจียงก็คือคนที่ผมใช้เวลาอยู่ด้วยมากที่สุดทั้งในและนอกสตูดิโอ จียงคือคนที่เก่งมากคุณก็รู้ เขาคือเพื่อนสนิทของผม เขาสามารถจัดการทุกอย่างด้วยตนเอง ผมมองดูเขา เขามีอิทธิพลกับผมจริงๆครับ เขาลื่นไหลไปเรื่อยแต่ก็ยังคงรักษาอารมณ์ของเขาไว้ได้ ผมมักจะแลกเปลี่ยนความคิดร่วมกับจียงบ่อยๆ ผมไม่สามารถไปงอแงกับโปรดิวเซอร์คนอื่นๆได้ ถ้ามีสิ่งไหนไม่ดี ในฐานะศิลปิน ผมก็จะพูดให้กำลังใจพวกเขาและพูดว่า “ลองใหม่อีกครั้งนะ” แต่กับจียง ผมสามารถแสดงอายุจริงๆของผมได้ ผมสามารถพูดสิ่งที่อยู่ภายในใจได้ และเขาก็จะรับฟังมัน และเราก็พูดถึงเรื่องผู้หญิงหรือการเดทครับ Stay With Me จึงเป็นเพลงที่คืบหน้าช้าที่สุดในอัลบั้มนี้ แต่ผมก็ชอบมันนะครับ

เพลง Ringa Linga ที่ปล่อยออกมาเมื่อปีที่เเล้วค่อนข้างแตกต่าง เวลาที่ฉันฟังคุณร้องว่า “สาวๆพวกนั้นจะร้องไห้ไปกับเพลงของผม” ขอโทษที่ต้องพูดนะ มันทำให้ผมขำนิดหน่อยด้วยความอึดอัดใจ แต่ในทางกลับกัน สไตส์ การออกแบบท่าเต้น และการแสดงทำให้ผมเห็นความเร่าร้อนที่คุณตั้งใจแสดงออกมา

ครับ ผมยอมรับว่าเนื้อเพลงไม่ใช่นั้นไม่เกี่ยวข้องเลย แต่มันก็ไม่ได้แย่อะไรขนาดนั้นนะ (หัวเราะ) ผมไปงานแฟชั่นโชว์ที่ปารีส มันก็ไม่ได้ดูไม่ดีที่จะร้องเพลงแนวที่ชอบเปิดกันในคลับ เนื้อเพลงมันค่อนข้างแตกต่างจากสไตส์ของผม แต่ผมมั่นใจว่าผมสามารถแสดงสไตส์ของผมได้ผ่านการแสดงครับ

.

Part 1 (Reading) l Part 2  .……………..

.

CREDIT

Source: http://www.gqkorea.co.kr

Eng Translated by: Silly for alwaystaeyang.wordpress.com

Thai Translated by: moonoiaom

Special Thanks: BeMySong79

PLEASE TAKE OUT WITH FULL CREDIT

Advertisements

One thought on “[iTranslation][INTERVIEW] 140709 Taeyang GQ KOREA, “To me” Part I

  1. Pingback: [iTranslation][INTERVIEW] 140709 GQ KOREA, “To me” Part II | moonoiaom

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s